Green Steel วัสดุเปลี่ยนโลกสู่ยุคอุตสาหกรรม Net Zero

05/05/2569

Key Takeaways 

Green Steel หรือเหล็กคาร์บอนต่ำ คือกระบวนการผลิตเหล็กที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือเป็นศูนย์ โดยใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ในกระบวนการรีดักชันเหล็กโดยตรง ร่วมกับเตาหลอมไฟฟ้า (EAF) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงาน หมุนเวียน แทนกระบวนการเตาสูงแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาถ่านหิน การเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กสีเขียวจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจ ลด Scope 3 Emissions (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม) ตลอดห่วงโซ่ อุปทาน และสร้างความได้เปรียบทางการค้าในตลาดที่เข้มงวดเรื่อง มาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM) แม้เหล็กแต่ละประเภทอย่างเหล็กคาร์บอน หรือสเตนเลสจะมีจุดเด่นด้านต้นทุนและความทนทานต่างกัน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กคาร์บอนต่ำจะช่วยตอบโจทย์ด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

 

Table of Content 


มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) และเป้าหมาย Net Zero กำลังพลิกโฉมภาคการผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมทั่วโลกต่างหันมาจัดการด้าน Carbon Footprint กันอย่างจริงจัง ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบต้นน้ำ รวมถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกใช้วัสดุเหล็กคาร์บอนต่ำ (Green Steel) ว่าคืออะไร แตกต่างจากเหล็กทั่วไปอย่างไร ? เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและฝ่ายจัดซื้อสามารถวางแผนงานให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างราบรื่น    

วิศวกรตรวจเช็กคุณภาพของ Green Steel หรือเหล็กคาร์บอนต่ำ
 

อัปเดตเทรนด์วัสดุรักษ์โลก Green Steel อนาคตของอุตสาหกรรม 

Green Steel (เหล็กคาร์บอนต่ำ) คือ เหล็กที่ผลิตผ่านกระบวนการที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือเป็นศูนย์ เช่น การใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ทดแทนก๊าซธรรมชาติ หรือการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในกระบวนการหลอมด้วยเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) สิ่งนี้แตกต่างจากเหล็กทั่วไป (Traditional Steel) อย่างสิ้นเชิง เพราะกระบวนการแบบดั้งเดิมต้องพึ่งพาถ่านหินในการถลุงแร่เหล็ก ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล 

ข้อดีของการใช้ Green Steel 

การผลักดันให้ธุรกิจหันมาใช้ Green Steel คือมาตรฐานใหม่ของวงการอุตสาหกรรม และไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์รักษ์โลก แต่เป็นกลยุทธ์ความอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว การที่โรงงานเปลี่ยนมาใช้วัสดุคาร์บอนต่ำจึงส่งผลดีในหลากหลายมิติ ดังนี้ 

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก : ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งเป็นส่วนที่ลดได้ยากที่สุด 
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก : ช่วยให้สินค้าสามารถส่งออกไปยังภูมิภาคที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวด (เช่น สหภาพยุโรป) ได้โดยไม่ถูกกำแพงภาษีคาร์บอน 
  • ยกระดับมูลค่าของแบนด์ (Brand Value) : ตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนและผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับหลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) 

ตัวอย่างการใช้ Green Steel ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ 

เมื่อทราบแล้วว่าประโยชน์ของ Green Steel คืออะไร แตกต่างจากเหล็กทั่วไปอย่างไร คำถามต่อมาคือธุรกิจแบบไหนที่ควรเริ่มนำไปปรับใช้ก่อน ในความเป็นจริงวัสดุประเภทนี้สามารถนำไปทดแทนเหล็กแบบดั้งเดิมได้ในทุกอุตสาหกรรม แต่จะสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ได้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มธุรกิจต่อไปนี้ 

  • อุตสาหกรรมยานยนต์ : โดยเฉพาะแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ต้องการลดคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ การใช้วัสดุคาร์บอนต่ำในการผลิตโครงสร้างตัวถังและชิ้นส่วน จะช่วยส่งเสริมให้เป็นรถยนต์รักษ์โลกอย่างแท้จริง 
  • อุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ : การใช้เหล็กโครงสร้างคาร์บอนต่ำในโครงการอาคารขนาดใหญ่ จะช่วยให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ บรรลุมาตรฐานการประเมินอาคารเขียว เช่น LEED หรือ TREES ได้ง่ายขึ้น 
  • อุตสาหกรรมพลังงาน : การใช้เหล็กคาร์บอนต่ำในการสร้างโครงสร้างกังหันลม (Wind Turbine) หรือโครงสร้างรองรับแผงโซลาร์เซลล์ ถือเป็นการตอกย้ำแนวคิดการผลิตพลังงานสะอาดอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ 
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล : แบรนด์ระดับโลกเริ่มมีข้อกำหนดให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน (OEM) ต้องใช้วัสดุคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลก่อนส่งออก 
ประเภทของเหล็กที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
 

ทำความรู้จักประเภทของเหล็กที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรม 

แม้เทคโนโลยีการผลิตจะก้าวหน้าไปมาก แต่ประเภทของเหล็กพื้นฐานที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโครงสร้างและการผลิตในปัจจุบัน ยังคงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

1. เหล็กคาร์บอน (Carbon Steel) 

เหล็กคาร์บอนเป็นวัสดุหลักที่พบได้ในแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่โครงสร้างอาคารไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์ จุดเด่นอยู่ที่ความแข็งแรง ทนทานสูง รับแรงกระแทกได้ดี มีความสามารถในการขึ้นรูปที่หลากหลาย และมีต้นทุนการผลิตที่เข้าถึงได้ แต่หากไม่ได้รับการเคลือบผิวอย่างถูกวิธี อาจทำให้เกิดสนิมและการกัดกร่อนได้ง่าย นอกจากนี้ กระบวนการผลิตเหล็กคาร์บอนแบบดั้งเดิมยังมีการปล่อยคาร์บอนสูงมาก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างมีนัยยะสำคัญ 

2. เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel) 

สเตนเลสคือเหล็กกล้าที่มีส่วนผสมของโครเมียม (Chromium) อย่างน้อย 10.5% ขึ้นไป ซึ่งจะเกิดชั้นฟิล์มออกไซด์บาง ๆ บนผิวโลหะ ทำหน้าที่ป้องกันสนิมตามธรรมชาติ จึงทนทานต่อการกัดกร่อนสูงมาก ทั้งยังมีความสวยงาม ทำความสะอาดง่าย และที่สำคัญคือสามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% ตอบโจทย์หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แต่มีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงกว่าเหล็กคาร์บอนทั่วไป 

เจาะลึกข้อแตกต่าง Green Steel vs เหล็กคาร์บอน vs เหล็กกล้าไร้สนิม แบบไหนตอบโจทย์กว่า ? 

เพื่อให้องค์กรของคุณสามารถวางแผนจัดหาประเภทของเหล็กได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว ตารางด้านล่างนี้คือการเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างเหล็กคาร์บอนแบบดั้งเดิม เหล็กกล้าไร้สนิม และวัสดุแห่งอนาคตอย่าง Green Steel ใน 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

 

Green Steel

เหล็กคาร์บอน

เหล็กกล้าไร้สนิม 

ความทนทานต่อสนิม

Green Steel คือรูปแบบของกระบวนการผลิต ดังนั้น ความทนทานต่อสนิมของ Green Steel จึงขึ้นอยู่กับชนิดของเหล็กที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ

เกิดสนิมได้ง่ายเมื่อเจอความชื้น ต้องได้รับการทาสี เคลือบผิว หรือชุบกัลวาไนซ์เพื่อป้องกันสนิม

มีส่วนผสมของโครเมียมสร้างชั้นฟิล์มป้องกันสนิม ทนทานต่อความชื้นและสารเคมีได้ดีเยี่ยม

การประยุกต์ใช้งาน

อุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นความยั่งยืน เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อาคารเขียว และโครงสร้างพลังงานหมุนเวียน

ใช้ในงานโครงสร้างทั่วไป เช่น โครงสร้างอาคาร เครื่องจักรกลหนัก ท่ออุตสาหกรรม และชิ้นส่วนยานยนต์แบบดั้งเดิม

ใช้ในงานที่ต้องการความสะอาดหรือทนทานพิเศษ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและยา อุปกรณ์การแพทย์ และชิ้นส่วนที่เน้นความสวยงาม

ต้นทุนด้านวัสดุ

ต้นทุนสูงกว่าเหล็กคาร์บอนดั้งเดิมประมาณ 20-30% แต่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทคโนโลยีการผลิตเติบโตเต็มที่  

ราคาประหยัด หาซื้อง่าย คุ้มค่าสำหรับการใช้งานในโครงการสเกลขนาดใหญ่

ต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่ามาก แต่คุ้มค่าในระยะยาวหากใช้ในสภาพแวดล้อมที่กัดกร่อน

ศักยภาพด้านความยั่งยืน

กระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนต่ำหรือเป็นศูนย์ ช่วยลด Scope 3 Emissions และตอบโจทย์มาตรฐาน CBAM / Net Zero

ใช้กระบวนการถลุงแร่เหล็กด้วยเตาแบบดั้งเดิม และต้องใช้ถ่านหินในการผลิต ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณมหาศาล

สามารถนำกลับมาหลอมเพื่อรีไซเคิลได้ 100% โดยที่คุณสมบัติทางวิศวกรรมไม่ลดลง

 

ทิศทางของโลกกำลังมุ่งสู่การใช้วัสดุที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การเริ่มวางแผนจัดหาและเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ Green Steel จึงเป็นก้าวสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ 

ที่โตโยต้า ทูโช (Toyota Tsusho) เราขับเคลื่อนธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ Be the Right ONE ซึ่งเราไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเทรดดิ้งทั่วไป แต่คือ Worldwide Connector และ Strategic Partner ที่เข้าใจความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมอย่างลึกซึ้ง เรามีริการจัดหาเหล็กสำหรับโรงงานที่ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุเกรดมาตรฐาน ไปจนถึงการให้คำปรึกษาและจัดหาโซลูชันโลหะคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Steel / Green Steel) ผ่านเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกของเรา เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต อย่างแข็งแกร่งและก้าวสู่เป้าหมายความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแข็งแกร่งและก้าวสู่เป้าหมายความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ทำความรู้จัก โตโยต้า ทูโช ให้มากขึ้น ผ่านวิดีโอแนะนำองค์กร และสำรวจกลุ่มธุรกิจอื่นได้ที่นี่ สนใจติดต่อเราได้ที่เบอร์ 02-825-5555 

ข้อมูลอ้างอิง 

  1. แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหล็กไทย. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 จาก https://coe.or.th/wp-content/uploads/2024/10/แนวทางการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ.pdf
 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Green Steel (FAQs) 

Q : คุณสมบัติทางวิศวกรรมและความแข็งแรงของ Green Steel แตกต่างจากเหล็กดั้งเดิมหรือไม่ ? 

A : ไม่แตกต่างกัน เนื่องจาก Green Steel คือการเปลี่ยนกระบวนการผลิต ให้สะอาดขึ้น แต่โครงสร้างโมเลกุลและความสามารถในการรับแรงยังคงเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเดิมทุกประการ 

Q : จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าเหล็กที่ซื้อมาเป็น Green Steel ของจริง ? 

A : ผู้ประกอบการควรตรวจสอบจากใบรับรองด้านความยั่งยืน เช่น มาตรฐาน ResponsibleSteel ที่ครอบคลุมมาตรฐาน ESG ตลอดห่วงโซ่การผลิต หรือเอกสารการประกาศผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Product Declaration - EPD) ที่ระบุปริมาณการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน 

Q : การเปลี่ยนมาใช้ Green Steel จะช่วยลดภาระภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ได้จริงหรือไม่ ? 

A : จริง เพราะมาตรการ CBAM คิดภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสินค้า การใช้เหล็กคาร์บอนต่ำ จึงช่วยลดส่วนต่างของภาษีที่ต้องชำระเมื่อส่งออกไปยังภูมิภาคที่บังคับใช้ เช่น สหภาพยุโรป 

Q : ปัจจุบันกำลังการผลิต Green Steel ทั่วโลกเพียงพอต่อความต้องการในสเกลอุตสาหกรรมแล้วหรือไม่ ? 

A : ปัจจุบันกำลังการผลิตกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน การวางแผนสั่งจองล่วงหน้าและทำงานร่วมกับพันธมิตรจัดหาเหล็ก (Strategic Partner) จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน 

Q : ในอนาคต แนวโน้มราคาของ Green Steel มีโอกาสลดลงมาเท่ากับเหล็กทั่วไปหรือไม่ ? 

A : มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวมีต้นทุนที่ถูกลง และเกิดการผลิตในปริมาณมาก (Economy of Scale) รวมถึงแรงกดดันจากตลาดที่เปลี่ยนไปใช้มาตรฐานคาร์บอนต่ำมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน