13/07/2569
Key Takeaways
การจัดการเศษเหล็กในโรงงานไม่ใช่เพียงการกำจัดของเสีย แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรผ่านการคัดแยก แปรรูป และบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ แนวทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้จากการรีไซเคิล สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยให้โรงงานมีข้อมูลที่พร้อมสำหรับการจัดทำรายงาน ESG ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
Table of Contents
ในอดีตที่ผ่านมาหลายโรงงานมักมองว่า เศษเหล็ก (Scrap Steel) เป็นของเสียที่ต้องรีบนำออกจากพื้นที่ผลิต แต่ในความเป็นจริง ณ ปัจจุบันนี้ เศษเหล็กคือวัตถุดิบที่มีมูลค่า หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง โรงงานสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้จากการขายเศษ และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน
ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญกับแนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด ซึ่งเศษเหล็กถือเป็นหนึ่งในวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้เกือบ 100% และมีบทบาทสำคัญในการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อ้างอิงจาก World Steel Association
ดังนั้น การจัดการเศษเหล็กจึงไม่ใช่เพียงการจัดการของเสีย แต่เป็นการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ และยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG ขององค์กรอีกด้วย
เศษเหล็กที่เกิดขึ้นทุกวันในสายการผลิตสามารถสร้างผลตอบแทนได้ หากมีการคัดแยกและจัดการอย่างเป็นระบบ
การนำเศษเหล็กกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลช่วยลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อมูลของสมาคมเหล็กโลก (World Steel Association)
การใช้เศษเหล็ก 1 ตัน ช่วยลดการปล่อย CO₂ ได้ประมาณ 1.5 ตัน
ลดการใช้แร่เหล็กประมาณ 1.4 ตัน
ลดการใช้ถ่านหินประมาณ 740 กิโลกรัม
ลดการใช้หินปูนประมาณ 120 กิโลกรัม
ปัจจุบันทั่วโลกมีการนำเศษเหล็กกลับมารีไซเคิลมากกว่า 630 ล้านตันต่อปี และมีอัตราการรีไซเคิลเฉลี่ยประมาณ 85% แสดงให้เห็นว่าเศษเหล็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก
ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 2.6 กิกะตันต่อปี การเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษเหล็กจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม
การผลิตเหล็กจากเศษเหล็กด้วยเตาไฟฟ้า (Electric Arc Furnace : EAF) ใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตจากแร่เหล็กในหลายกรณี ทำให้ทั้งต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงตามไปด้วย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศผลักดันการใช้เศษเหล็กมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และการผลิตที่ยั่งยืน

การแยกประเภทเศษเหล็กตั้งแต่ต้นทาง เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้เศษเหล็ก
เช่น
เศษจากการปั๊มโลหะ
เศษจากการตัด
เศษจากการกลึง
เศษประเภทนี้มักสะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อน และมีราคาสูง จึงควรแยกเก็บไว้เฉพาะ
เช่น
เครื่องจักรเก่า
รถยนต์หมดอายุ
โครงสร้างเหล็ก
เศษประเภทนี้จำเป็นต้องผ่านการรื้อแยกและทำความสะอาดก่อนนำกลับมารีไซเคิล
หากมีทองแดง ดีบุก หรือโลหะอื่นปะปน จะทำให้คุณภาพลดลง ราคาขายต่ำลง หรืออาจถูกปฏิเสธจากโรงหลอมเหล็ก
ดังนั้น การป้องกันการปนเปื้อนตั้งแต่ต้นทางจึงช่วยเพิ่มมูลค่าเศษได้มากที่สุด
เริ่มจากการเก็บข้อมูลพื้นฐาน เช่น
มีเศษเหล็กกี่ตันต่อปี
เกิดจากจุดใดของโรงงาน
มีอัตราการปนเปื้อนเท่าใด
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยกำหนด KPI และใช้เป็นฐานในการคำนวณผลตอบแทน (ROI)
การคัดแยกเศษตั้งแต่จุดที่เกิดขึ้น เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มมูลค่าได้ดีที่สุด
แนวทางที่ควรทำ เช่น
ใช้ถังแยกประเภท
ติดป้ายชัดเจน
จัดทำ SOP ให้พนักงานปฏิบัติตาม
อบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อเศษมีความสะอาดและปนเปื้อนน้อย ราคาขายก็จะสูงขึ้น
โรงงานหลายแห่งเลือกติดตั้งอุปกรณ์แปรรูปเศษเหล็กก่อนส่งขาย เช่น
เครื่องอัดเศษเหล็ก (Baler)
เครื่องตัดเหล็ก (Shear)
เครื่องบดเศษโลหะ (Shredder)
รวมถึงการตรวจสอบองค์ประกอบโลหะด้วยเครื่อง XRF หรือ OES เพื่อรับรองคุณภาพก่อนส่งมอบ
นอกจากช่วยลดต้นทุนขนส่งแล้ว ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือและราคาขายได้อีกด้วย
การใช้ระบบ Barcode หรือ RFID ร่วมกับเครื่องชั่งน้ำหนัก (Weighbridge) จะช่วยให้สามารถติดตามปริมาณเศษเหล็กได้อย่างโปร่งใส และนำข้อมูลไปใช้ในการจัดทำรายงาน ESG ได้ง่ายขึ้น
ข้อมูลที่ควรบันทึก ได้แก่
ปริมาณเศษเหล็กที่รีไซเคิล
ปริมาณของเสียที่ลดลง
รายได้จากการขายเศษ
ปริมาณ CO₂ ที่ลดได้
อัตราการรีไซเคิลของโรงงาน
ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้ประกอบการจัดทำรายงานตามมาตรฐาน GRI และสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น T-VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)
การมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกด้วย
โรงงานควรดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW) เกี่ยวกับการจัดเก็บ การขนส่ง และการกำจัดกากอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดเก็บเอกสารและบันทึกการเคลื่อนย้ายเศษโลหะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้และลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย
การจัดการเศษเหล็กที่มีประสิทธิภาพไม่ได้จบเพียงแค่การรวบรวมและจำหน่าย แต่ต้องอาศัยการวางแผนและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดแยกเศษที่ต้นทาง การเพิ่มมูลค่าด้วยกระบวนการรีไซเคิล การบริหารการขนส่ง ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้าน ESG และ Circular Economy
โตโยต้า ทูโช ให้บริการจัดการขยะโลหะอุตสาหกรรมแบบครบวงจร หากองค์กรของคุณกำลังมองหาแนวทางยกระดับการจัดการเศษเหล็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ติดต่อเราหรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-825-5555
ทำความรู้จักกับ โตโยต้า ทูโช ให้มากขึ้น ผ่านวิดีโอแนะนำองค์กร พร้อมสำรวจกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้ครบในที่เดียว
อ้างอิง
World Steel Association — Raw materials / World Steel in Figures. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จาก https://worldsteel.org/steel-topics/raw-materials/
International Energy Agency (IEA) — Iron & Steel Technology Roadmap. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จาก https://www.iea.org/reports/iron-and-steel-technology-roadmap
National Statistical Office (NSO) — Environment Indicators 2567 (Amount of Industrial Waste in Thailand, 2023 = 19.82 million tons). สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จาก https://www.nso.go.th/public/e-book/Indicators-Environment/Environment-Indicators-2567/234-235/
Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO) — TVER guidance / Project administrative structure. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569จาก https://ghgreduction.tgo.or.th/th/about-premium-t-ver/project-administrative-structure.html?utm_source=openai
Department of Industrial Works (DIW) — Facility & industrial waste management guidance. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จาก https://www.diw.go.th/webdiw/static-fac/?utm_source=openai
BangkokBiz — บทความ/ข้อมูล ELV และสถิติยานพาหนะในไทย (contextual reference). สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จาก https://www.bangkokbiznews.com/business/1000612
Project Drawdown — Increase Recycling (context for economic/climate benefits). สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จาก https://drawdown.org/explorer/increase-recycling
A: การนำเศษเหล็ก 1 ตัน กลับมารีไซเคิลสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ประมาณ 1.5 ตัน เมื่อเทียบกับการผลิตเหล็กจากวัตถุดิบใหม่ อีกทั้งยังช่วยลดการใช้แร่เหล็ก ถ่านหิน และหินปูน จึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG
A: โรงงานควรเริ่มจากการทำ Inspection เพื่อสำรวจปริมาณ ประเภท และแหล่งกำเนิดของเศษเหล็ก จากนั้นจึงวางแผนคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง กำหนดวิธีจัดเก็บ และติดตามผลด้วยตัวชี้วัด (KPI) เพื่อเพิ่มมูลค่าเศษเหล็กและลดการปนเปื้อน
A: ใช้รายงานได้ โดยควรบันทึกข้อมูล เช่น ปริมาณเศษเหล็กที่รีไซเคิล ปริมาณการลดการปล่อย CO₂ และผลประหยัดที่เกิดขึ้น ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประกอบการจัดทำรายงาน ESG และสนับสนุนการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น T-VER ได้
A: โตโยต้า ทูโช ให้บริการ Resource Recycling ครอบคลุมการบริหารจัดการเศษโลหะ การคัดแยก การรีไซเคิล และการเพิ่มมูลค่าวัสดุ เพื่อช่วยให้โรงงานลดต้นทุน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง Circular Economy และ ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับ เงื่อนไขการใช้งาน ของเรา
ยอมรับ และ ปิด