16/06/2569
Key Takeaways
ในโลกการผลิตสมัยใหม่ ระบบ JIT (Just-In-Time) และ Kanban ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “ความสูญเปล่าในสายการผลิต” โดย JIT Manufacturing คือแนวคิดของการผลิตเท่าที่ต้องการ เมื่อต้องการเท่านั้น ทำให้ไม่มีการสต๊อกชิ้นส่วนเกิน ส่วน Kanban คือระบบบัตรสัญญาณที่ทำให้แนวคิดนั้นเกิดขึ้นได้จริงในหน้างาน โดยควบคุมการไหลของชิ้นส่วนและการสื่อสารระหว่างแต่ละขั้นตอนการผลิต เมื่อใช้ทั้งสองระบบร่วมกัน โรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในภาคยานยนต์ จะสามารถลดสินค้าคงคลัง ควบคุมต้นทุนได้แม่นยำขึ้น และเดินหน้าสู่การเป็น Smart Manufacturing ได้อย่างยั่งยืน
Table of Content
ในโลกของการผลิตสมัยใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีความซับซ้อนสูง การบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดถือเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดของธุรกิจก็ว่าได้ ทำให้ความท้าทายหลักที่ทุกโรงงานต้องเผชิญ คือการจัดการกับความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าคงคลังที่มากเกินไป พื้นที่จัดเก็บที่ไม่พอเพียง หรือความล่าช้าในสายการผลิต
ระบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับแก้ปัญหาเหล่านี้คือ ระบบ Just-In-Time (JIT) และ Kanban ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงงานยุคใหม่ลดต้นทุน กำจัดความสูญเปล่า และก้าวสู่การเป็น Smart Manufacturing ได้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วระบบ JIT และ Kanban ที่ว่านี้คืออะไร และเกี่ยวข้องกันอย่างไร ? บทความนี้มีคำตอบ

JIT Manufacturing คือ ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-In-Time) มีหลักการคือการผลิตและส่งมอบสินค้าในปริมาณที่ต้องการ และในเวลาที่ต้องการ เพื่อลดการจัดเก็บสินค้าคงคลังที่เกินความจำเป็น โดยในโรงงานที่ใช้ระบบ JIT จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานจากการผลิตปริมาณมากเพื่อรอการขาย (Push System) มาเป็นการผลิตตามความต้องการจริง (Pull System) ซึ่งคุณสมบัติหลักที่ทำให้ระบบ JIT ทำงานได้ในรูปแบบนี้ มีดังนี้
หาก JIT คือเป้าหมายที่โรงงานต้องการไปให้ถึง Kanban ก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นได้จริง โดยคำว่า Kanban ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงป้ายระบุ หรือบัตรสัญญาณ โดยในระบบอุตสาหกรรม Kanban System คือรูปแบบการสื่อสารระหว่างขั้นตอนการผลิต หรือระหว่างโรงงานกับซัพพลายเออร์ โดยมีขั้นตอนการทำงาน ดังนี้
.jpg)
เนื่องจากระบบ JIT คือการบริหารจัดการที่เน้นความพอดีอย่างที่สุด หัวใจของความสำเร็จจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในรั้วโรงงานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องขยายขอบเขตไปถึงความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ตลอดทั้งการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูงอย่างการประกอบรถยนต์ ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนนับหมื่นชิ้นที่ต้องไหลเข้าสู่ไลน์ผลิตพร้อมกัน ซึ่งในระบบที่ไม่มีการสต๊อกของเผื่อ ความล่าช้าเพียงไม่กี่นาทีอาจส่งผลให้สายการผลิตทั้งหมดหยุดชะงักและสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล ดังนั้น ซัพพลายเออร์ที่เข้าใจระบบ JIT และ Kanban อย่างลึกซึ้ง จะช่วยสร้างความได้เปรียบด้วยระบบการผลิตที่ไร้ความสูญเปล่า ด้วยบทบาทสำคัญเหล่านี้
การผสานระบบ JIT และ Kanban เข้ากับกระบวนการผลิต ไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการคลังสินค้า แต่คือการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพและความต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์สามารถควบคุมต้นทุนและส่งมอบสินค้าคุณภาพสูงได้ตามกำหนด
โตโยต้า ทูโช (Toyota Tsusho) พร้อมช่วยคุณยกระดับด้านซัพพลายเชน กับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญระบบ JIT และ Kanban ระดับสากล ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก เราดูแลห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่การจัดหาชิ้นส่วน การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการส่งมอบที่ตรงเวลา เราให้บริการรับจัดหาและผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ด้วยกระบวนการที่แม่นยำและมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อให้สายการผลิตของคุณเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุด ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “Be the Right ONE” ที่มุ่งมั่นในการเป็นคู่ค้าที่คุณไว้วางใจได้ ด้วยบริการครบทุกโซลูชันสำหรับโรงงานและภาคอุตสาหกรรม
สำรวจกลุ่มธุรกิจอื่นได้ที่นี่ โตโยต้า ทูโช ให้มากขึ้น ผ่านวิดีโอแนะนำองค์กร
สนใจติดต่อเรา หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-825-5555
ข้อมูลอ้างอิง
A : ระบบนี้โดดเด่นมากในอุตสาหกรรมยานยนต์และการประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนของชิ้นส่วนสูง แต่ปัจจุบันถูกนำไปประยุกต์ใช้ในทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าคงคลังและเพิ่มความรวดเร็วในการผลิต
A : เนื่องจาก JIT เน้นการมีสต๊อกต่ำที่สุด ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจทำให้สายการผลิตหยุดชะงัก (Downtime) ทันที นี่คือเหตุผลที่การเลือกซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐานความแม่นยำสูงอย่าง โตโยต้า ทูโช (Toyota Tsusho) จึงเป็นเรื่องสำคัญ
A : ได้แน่นอน ปัจจุบันระบบ Kanban ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในธุรกิจ Software Development งานบริหารโครงการ งานบริการ เพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญของงานและป้องกันไม่ให้พนักงานแบกภาระงานที่มากเกินกำลัง
A : JIT เน้นผลิตเมื่อจำเป็นเพื่อลดความสูญเปล่า ส่วน JIC จะเน้นการสำรองสินค้าคงคลังไว้จำนวนมากเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่ง JIC จะทำให้ภาระต้นทุนสูงกว่าและใช้พื้นที่จัดเก็บมากกว่าระบบ JIT อย่างมาก
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับ เงื่อนไขการใช้งาน ของเรา
ยอมรับ และ ปิด