24/09/2569
Key Takeaways
การนำเข้าเหล็กสำหรับโรงงานไม่ได้จบเพียงการเลือกประเทศหรือผู้ผลิตที่เสนอราคาน่าสนใจ แต่ต้องพิจารณาตั้งแต่ ข้อกำหนดทางเทคนิค ปริมาณ แหล่งจัดหา ระยะเวลาการส่งมอบ ไปจนถึงพิกัดศุลกากร ถิ่นกำเนิดสินค้า ความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) ที่อาจเกี่ยวข้องกับเหล็กแต่ละประเภท ก่อนวางแผนขนส่งและส่งมอบวัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิต
ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน และอินเดีย ต่างเป็นแหล่งจัดหาที่มีตัวเลือกด้านผลิตภัณฑ์และผู้ผลิต การเลือกแหล่งจัดหาจึงไม่ควรตัดสินจากประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปรียบเทียบ คุณภาพและข้อกำหนดของเหล็ก ต้นทุนรวม ระยะเวลาการจัดหา เงื่อนไขทางการค้า และความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละโรงงาน
Table of Content
การนำเข้าเหล็กเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับโรงงานที่ต้องการวัตถุดิบให้ตรงกับข้อกำหนดทางเทคนิค
ของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักรและงานที่ต้องใช้เหล็กเกรดเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่แท้จริงของการนำเข้าไม่ได้มีเพียงราคาหน้าใบเสนอราคา แต่ยังรวมถึงค่าขนส่ง ภาษี มาตรการทางการค้า สินค้าคงคลัง และความเสี่ยงจากการส่งมอบ
ด้วยเหตุนี้ การวางแผน นำเข้าเหล็กจากญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน หรืออินเดีย สำหรับโรงงาน จึงควรมองทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นทางจนวัตถุดิบพร้อมเข้าสู่สายการผลิต

ความต้องการของแต่ละโรงงานแตกต่างกันทั้งด้านเกรด ขนาด คุณสมบัติ และปริมาณ เหล็กบางประเภทอาจมีข้อกำหนดเฉพาะตามมาตรฐานของผู้ผลิตหรือของผู้ผลิตรถยนต์ (Original Equipment Manufacturer: OEM) การจัดหาจากต่างประเทศจึงช่วยเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงผู้ผลิตและผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการ
ขณะเดียวกันการมีแหล่งจัดหามากกว่าหนึ่งประเทศยังช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถเปรียบเทียบต้นทุน ระยะเวลาการส่งมอบ และวางแผนแหล่งจัดหาทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตหรือประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
สำหรับโรงงานจึงไม่ควรตั้งคำถามเพียงว่า “ประเทศไหนราคาถูกกว่า” แต่ควรถามว่า “แหล่งจัดหาใดเหมาะกับข้อกำหนด ต้นทุนรวม และแผนการผลิตของเรามากที่สุด”
การเลือกประเทศต้นทางไม่ควรใช้สมมติฐานว่าประเทศใดมีคุณภาพดีกว่าหรือมีราคาต่ำกว่าเสมอไป เพราะคุณสมบัติ ราคา และเงื่อนไขการจัดซื้อขึ้นอยู่กับประเภทเหล็ก ผู้ผลิต ปริมาณ และช่วงเวลา
ก่อนตัดสินใจ ฝ่ายจัดซื้อควรเปรียบเทียบอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ ข้อกำหนดทางเทคนิคและมาตรฐานของเหล็ก ความสามารถของผู้ผลิต ปริมาณขั้นต่ำในการสั่งซื้อ ระยะเวลาการจัดหาและส่งมอบ และต้นทุนรวมหลังการนำเข้า
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบมาตรการทางการค้าที่ใช้กับสินค้านั้น ๆ ด้วย เนื่องจากเหล็กบางรายการจากบางประเทศอาจอยู่ภายใต้มาตรการ AD ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศ (Department of Foreign Trade: DFT) แสดงมาตรการ AD สำหรับเหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีแหล่งกำเนิดจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย รวมถึงมาตรการสำหรับลวดเหล็กที่มีแหล่งกำเนิดจากจีน โดยอัตราและเงื่อนไขแตกต่างกันตามสินค้าและผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก
จุดเริ่มต้นคือการระบุความต้องการให้ชัดเจน เช่น เกรด ขนาด ความหนา คุณสมบัติทางกล คุณภาพผิว ปริมาณ และมาตรฐานที่ต้องการ รวมถึงเอกสารรับรองคุณภาพที่จำเป็น
ยิ่งกำหนดข้อมูลได้ชัดเจนเท่าไร ยิ่งช่วยให้สามารถเปรียบเทียบผู้ผลิตจากแต่ละประเทศบนเงื่อนไขเดียวกัน และลดความเสี่ยงในการได้รับวัตถุดิบไม่ตรงตามความต้องการ
เมื่อทราบความต้องการแล้ว ขั้นต่อไปคือการค้นหาและเปรียบเทียบผู้ผลิตที่สามารถจัดหาเหล็กได้ตามข้อกำหนด ไม่ว่าจะเป็นจากญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือแหล่งอื่น
นอกจากราคาวัตถุดิบ ควรพิจารณาความสม่ำเสมอของคุณภาพ กำลังการผลิต ปริมาณขั้นต่ำในการสั่งซื้อ ระยะเวลาการส่งมอบ และความสามารถในการรองรับความต้องการในระยะยาวร่วมกัน
ก่อนนำเข้า ควรกำหนดเอกสารที่ต้องใช้ในการตรวจสอบคุณภาพให้ชัดเจน เช่น ใบรับรองผลการทดสอบจากผู้ผลิต (Mill Test Certificate: MTC) ตามข้อกำหนดของสินค้า เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลของวัตถุดิบและสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ
สำหรับเหล็ก OEM หรือวัตถุดิบที่มีข้อกำหนดเฉพาะ การตรวจสอบเอกสารให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของโรงงานตั้งแต่ก่อนจัดส่ง ช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับวัตถุดิบที่ไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ตามแผน
พิกัดศุลกากรเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาอัตราอากรและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยกรมศุลกากรมีทั้งระบบค้นหาพิกัดและบริการจำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า (e-Advance Tariff Ruling) สำหรับกรณีที่ต้องการความชัดเจนก่อนนำเข้า
จากนั้นจึงตรวจสอบว่าสินค้ามีสิทธิใช้ประโยชน์ภายใต้ FTA หรือไม่ โดยต้องพิจารณากฎถิ่นกำเนิดสินค้าและหลักฐานตามความตกลงที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การนำเข้าสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากญี่ปุ่นภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มีหลักเกณฑ์และรูปแบบ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: CO) ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ไทยและญี่ปุ่นได้เริ่มแลกเปลี่ยน CO แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-CO) ภายใต้ JTEPA แล้ว
ขณะเดียวกันต้องตรวจสอบ AD แยกจาก FTA เพราะ AD เป็นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษี และอาจมีผลต่อเหล็กบางชนิดจากบางประเทศโดยเฉพาะ
เมื่อยืนยันคำสั่งซื้อแล้ว ต้องวางแผนระยะเวลาตั้งแต่ผู้ผลิตเตรียมสินค้า การขนส่งระหว่างประเทศ การดำเนินพิธีการศุลกากร ไปจนถึงการขนส่งภายในประเทศ
ฝ่ายจัดซื้อจึงควรวางแผนร่วมกับฝ่ายผลิตและโลจิสติกส์ เพื่อกำหนดระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสม ไม่สำรองมากจนเพิ่มต้นทุนการจัดเก็บ แต่ก็ต้องมีวัตถุดิบเพียงพอรองรับความผันผวนของระยะเวลาการขนส่ง
ขั้นตอนสุดท้ายคือการเชื่อมการจัดหาเข้ากับแผนการผลิต การส่งมอบแบบทันเวลาพอดี (Just-in-Time: JIT) สามารถช่วยลดความจำเป็นในการเก็บวัตถุดิบจำนวนมาก แต่ต้องอาศัยความแม่นยำในการวางแผนและความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการ “นำเหล็กเข้าประเทศ” แต่คือการทำให้วัตถุดิบที่ถูกต้อง พร้อมใช้งานในปริมาณและเวลาที่สายการผลิตต้องการ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับ เงื่อนไขการใช้งาน ของเรา
ยอมรับ และ ปิด